Pages
KADEN
all about kaden and all women talk
12 Hours
Posted by
Jeab Hattie
Friday, January 30, 2009
และแล้ววันที่เฝ้ารอคอยก็มาถึง วันที่จะได้เห็นเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้องว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร สุขภาพจะสมบูรณ์ แข็งแรงหรือเปล่า แต่ก็รู้ดีว่าต้องทำใจยอมรับว่า ถ้าคลอดลูกแล้ว เวลาของตัวเองก็จะลดน้อยไป นั้นคงเป็นสิ่งที่ต้องเสียสละสิ่งแรกของคนเป็นแม่คน จากการที่ได้รับการอบรมเพื่อเตรียมตัวคลอด และอ่านตำราต่างๆ วันปฎิบัติจริงก็มาถึง เมื่อเข้ารุ่งสู่เช้าว้นใหม่ ของวันพุธที่ 7 มกราคม 2552 เวลาประมาณ ตีสอง เริ่มรู้สึกเหมือนตอนเป็นประจำเดือน แต่ปวดมากกว่ามาก ปวดเป็นระยะๆ และไม่มีทีท่าว่าจะความเจ็บปวดนั้นจะกลับมาประมาณทุก ยี่สิบนาที จึงเริ่มจำเวลาจนแน่ใจว่า การเจ็บแต่ละครั้งนั้นใช้เวลาห่าง ห้านาที (ความเจ็บจะหายไป และครั้งต่อไปจะกลับมาอีก) ถึงได้เตรียมตัวเพื่อที่จะไปโรงพยาบาล โรงพยาบาลของที่แคนาดานี้จะย่ำเสมอ ว่าให้มาโรงพยาบาลก็เมื่อจำเวลาความห่างของการเจ็บบครรภ์ได้ ห้านาที เพราะนั้นหมายถึง เป็นระยะสุดท้ายของการที่เด็กพร้อมที่จะคลอดแล้ว ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น การกำหนดลมหายใจช่วยได้จริงๆ คงเป็นเพราะทำให้เรามีความสงบ ไม่โวยวาย หรือ สิ้นเปลืองพลังงานมากนัก จากการที่ได้รับการอบรมเพื่อเตรียมตัวคลอด ทำให้ได้รู้ว่า การเจ็บครรภ์จเะคลอดลูก ไม่ได้เหมือนอย่างในนิยายหลังข่าวบ้านเรา ที่ถุงน้ำคร่ำแตกแล้วถึงไปโรงพยาบาล เพราะในหลายๆ ราย หมอต้องใช้เครื่องมือ เพื่อเจาะให้ถุงน้ำคร่ำแตก ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน เมื่อไปถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็จะใช้มอนิเตอร์เพื่อวัดว่าการเจ็บครรภ์อยู่ในระยะที่พร้อมจะส่งเราไปยัง ห้องคลอดได้หรือยัง แล้วก็พบว่าเราจะคลอดแล้วจริงๆ เราย้ายไปยังห้องคลอด ห้องคลอดของโรงพยาบาลที่แคนาดานี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีทั้งเก้าอี้โยก โซฟา ในห้องคลอดเขาจะอนุญาตให้เรามีญาติ หรือเพื่อนเข้าไปได้ สามคน แต่เราก็มีแค่สามีคนเดียว กับเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ การทำคลอดของที่นี้ ถ้าเป็นการคลอดธรรมชาติ ไม่ได้มีอาการอะไรร้ายแรงแทรกซ้อน หมอก็ไม่ต้องลงมือทำคลอดเอง และเราก็สามารภไว้ใจเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ได้ เขาก็ถามเราว่าจะให้ใช้ยาระงับความปวดไหม เราก็ตอบไปว่า ขอเป็น epidural ไม่ทราบว่าในภาษาไทยจะเรียกว่าอะไร รู้แต่เพียงว่าหมอจะใช้เข็มเจาะข้างหลัง สอดสายสำหรับให้ตัวยาเดินทางเข้าไปได้ หลังจากที่ได้รับยาบรรเทาความปวดแล้ว ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ ไม่รู้สึกอะไรเลย หมอก็เข้ามาเจาะถุงน้ำคร่ำได้แต่นอนพัก รอให้ปากช่องคลอดเปิดเต็มที่ถึงจะทำ การเบ่ง ปรากฎวาว่าเบ่งอยู่ประมาณ สามชั่วโมง เราก็ไม่ยอมแพ้นะ แต่เด็กก็ไม่ออกมาสักพัก เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ก็ไปรายงานหมอให้ทราบ จากนั้นหมอก็เขามาอธิบายให้ฟังว่า ต้องทำการดำเนินการอย่างอื่นต่อไป เพราะตอนนี้หัวของเด็กมาอยู่ที่กระดูกเชิงกรานแล้ว สมองเด็กเริ่มบวมเนื่องมาจากการเบ่ง แกก็ถามว่าได้เข้ารับการอบรมก่อนคลอดหรือเปล่า (เขาจะแนะนำว่าควรปฎิบัติตัวอย่างไร เพื่อบรรเทาความเจ็บ ถ้าเจ็บจนทนไม่ไหว มีทางเลือกอะไรบ้าง ถ้าจะต้องผ่าตัดเนื่องมาจากสาเหตุอะไรบ้าง หมอจะมีวิธีใดบ้างในการรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ฯลฯ) แกก็บอกว่ามีสองทางเลือก คือ ใช้เครื่องมือเพื่อคีบหัวเด็กออกมา อีกทางเลือกหนึ่งคือ ผ่าตัดเอาเด็กออก แกก็บอกว่าให้ตัดสินใจแล้วบอกแกอีกที เราทราบดีว่าถ้าผ่าตัดต้องใช้ระยะเวลาฟื้นตัวระยะหนึ่ง และเลี้ยงลูกได้ไม่เต็มที่ วิธีแรกจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ามาก และเชื่อฝีมือหมอ เพราะเรารู้สึกได้ว่าแกอยากจะใช้วิธีคีบหัวเด็กออกมามากกว่า ที่อเมริกาเหนือ หมอจะไม่บอกว่า ต้องทำอย่างนี้สิ แต่จะอธิบายว่ามีทางเลือกใดบ้าง ข้อดี ข้อเสียเป็นอย่างไร และให้เราตัดสินใจเอง โชคดีที่เราพอมีข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้เวลานานในการตัดสินใจ เราถูกเคลื่อนย้ายไปที่ห้องผ่าตัด เพราะถ้าวิธีแรกไม่ได้ผล หมอก็จะทำการ ผ่าตัดได้เลยทันที แล้วอยู่ๆ เราก็รู้สึกปวดขึ้นมา เลยถามพยาบาลว่า ทำไมเรารู้สึกเจ็บล่ะ ภายหลังจากที่ได้รับ epidural แล้ว หมอทำการเช็กที่สายยาง พบว่า วาวล์ไม่ทำงานตัวยาไม่ส่งผ่านไปยังกระดูกสันหลัง ต้องใช้วิธี spinal เราเองก็ไม่สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ รู้แต่เพียงว่าใช้เข็มเจาะไปที่กระดูกสันหลัง แต่คนละตำแหน่งกับวิธีแรก ภายหลังจาก เสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว จะรู้สึกหนาวสั่นเลยทีเดียว นอกจากความเจ็บจะหายไปแล้ว ร่างกายก็จะไม่รู้สึกใดๆ เลย ยกแขนหรือขาไม่ได้เลย ผิดกับ epidural แค่หมดความรู้สึกเฉพาะช่วงล่าง แต่ยังสามารถขยับขาได้ สรุปว่าเราเจอแจคพอตไปเลย ปรกติคงไม่มีใครต้อง มาใช้สองอย่างนี้หรอก หลังจากที่หมอเช็คแล้วว่าเราไม่รู้สึกอะไร ใดๆทั้งสิ้น สักพักหนึ่ง จำได้ว่าเร็วมาก หมอก็เอาเด็ก มาว่างบนหน้าท้องเราแล้ว วินาทีนั้นไม่รู้ว่าน้ำตามาจากไหน ร้องไห้ซะขนานใหญ่เลยเรา คงเป็นเพราะได้รู้ว่าในที่สุด ตลอดระยะเวลา สิบสองชั่วโมง ลูกก็ได้ออกมาดูโลกในที่สุดได้อย่างปลอดภัย
ความรู้ใหม่ ที่ไม่เคยได้เรียนรู้
Labels:
kaden
Posted by
Jeab Hattie
Monday, November 03, 2008

เมื่อก่อนตอนที่เห็นเพื่อนๆ หรือ ว่าเพื่อนร่วมงาน ตั้งครรภ์ เราก็ไม่ได้สงสัยเท่าไรว่า จะเป็นอย่างไรบ้างหนา กับการที่มีมนุษย์ตัวเล็กๆ เคลื่อนไหวอยู่ข้างในตัวเรา เมื่อมาถึงวันนี้ถึงได้เข้าใจแล้วว่า เพียงแค่การตั้งครรภ์ ก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า แม่ทุกคนต้องมีความอดทนแค่ไหนตลอดเวลาการตั้งครรภ์ ยิ่งในคนที่แพ้ท้องมากๆ ยิ่งแล้วใหญ่ สำหรับเราไม่มีอาการแพ้ท้องใดๆ นับว่าโชคดี ไม่รู้ว่าคุณแม่คนอื่นคิดเหมือนกันหรือเปล่า เกี่ยวกับ กลัวการคลอดลูก สำหรับการมีลูกคนแรก เนื่องจากเราค่อนข้างจะมีความวิตกกังวล กลัวในเรื่องของความเจ็บปวดจากการคลอดลูก จึงศึกษาค้นคว้า หาข้อมูลตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ความกลัวนั้นหมดไป ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย ที่ไม่เคยได้รู้มาก่อน เริ่มแรกจากการสมัครเข้าอบรมการคลอดบุตร ของทางโรงพยาบาล เขาจะอธิบายให้เราเข้าใจว่า ระยะเวลา การเจ็บเตือนมีกี่ขั้น แล้วขั้นไหนเราถึงจะมาโรงพยาบาล ช่องคลอดต้องเปิดเท่าไร ถึงจะพร้อมที่จะทำการเบ่ง หรือต้องปฎิบัติอย่างไร เพื่อบรรเทาการเจ็บท้องคลอดลูก สังคมอเมริกาปลูกฝังคนของเขา ไม่ให้เชื่อหมอ ในทุกสิ่งที่หมอบอก เพราะทุกคนมีการทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น เราต้องทำการศึกษาค้นคว้าตลอดเวลา อย่างเช่นในเรื่องงานวิจัย ต่างๆ ข้อดีของหมอที่ภาคพื้นอเมริกานี้ดีอย่างตรงที่ว่า เขายอมรับในค่านิยมนี้ รับฟังความคิดเห็นของคนไข้ และญาติ หน้าที่ของหมอ คือ ให้ทางเลือกในการรักษากับคนไข้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนไข้ หมอไมใช่พระเจ้า ตัวอย่างหนึ่งของการโฆษณาของรัฐบาล เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของเด็ก เขาก็จะบอกว่า วัคซีนไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีกับเด็ก ทุกคน ในบางรายอาจทำให้เด้กเป็นออทิสซึมได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นพ่อ แ ม่ ศึกษาค้นคว้าตลอดเวลา กลับมาถึงเรื่องที่ได้เรียนรู้จากการคลอดบุตร ค่านิยมของคนที่นี้ (ทวีปอเมริกาเหนือ) เขาสนับสนุนให้มีการคลอดลูกแบบธรรมชาติ ย้อน กลับไปหลายร้อยปีก่อน ที่การแพทย์ยังไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบันนี้ ที่คนคลอดลูกกับหมอตำแย เขาเชื่อว่า การคลอดลูกไม่ใช่การเจ็บไข้ แต่เป็นวีถีทางหนึ่งในการให้กำเนิดชีวิต ที่สวยงาม และน่าจดจำ ผู้หญิงส่วนมาก ยอมแลกทุกอย่าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำการผ่าตัด อย่างเช่น ถ้าเด็กไม่กลับหัว ก็ต้องผ่าออก แกก็จะคุยกับหมอให้ใช้เทคนิก ที่หมอสามารถจัดท่าให้เด็กใหม่ (เธอได้ทำการค้นคว้าวิธีนี้ และปรึกษาหมอ หมอติดต่อผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาให้) เทคนิกนี้ จะค่อนข้างเจ็บทีเดียว แต่เธอยอมเพื่อที่จะได้มีช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด กับลูกที่กำลังจะเกิดมา ทางโรงพยาบาลจะสอน จะแนะนำให้ คุณแม่ที่เจ็บท้องคลอด แต่ปากมดลูกยังเปิดไม่เต็มที่ ให้พยายามเคลื่อนไหว อย่างเช่น เดินไปเรื่อยๆ หรือ นั้งบนบอลยาง หรือแม้แต่นั้งในอ่างอาบน้ำอุ่น รวมถึงการกำหนดลมหายใจ เทคนิกการผ่อนคลาย จากการวิจัยเขาจะ หลีกเลี่ยงให้ผู้ที่เจ็บครรภ์นอนเเฉยๆ อยู่บนเตียง เพราะการเคลื่อนไหวยังช่วยให้เด็กเคลือนตัวลงมายังปากมดลูกได้ เร็วขึ้น เจ้าหน้าที่ที่เราไปอมรบมายังบอกอีกว่า ภายหลังจากที่เด็กคลอดแล้ว เขาก็อยากให้เราทำการอุ้มเด็กแนบอก โดยปราศจากเสื้อผ้า เนื่อแนบเนื้อกับเด็ก (เรียกว่า Kangaroo care) เขายังอธิบายในเรื่องของการให้นมบุตร ว่ามีเซลล์ใดบ้างในการผลิตน้ำนม ระยะเวลาเท่าไรในการให้นมบุตรเพื่อให้ได้คุณค่าสารอาหารที่สุด คือ ยี่สิบนาทีต่อเต้าาหนึ่งข้าง เป็นต้น รัฐบาลรณรงค์ให้บรรดาคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง จึงมีคลินิกสำหรับการนี้โดยเฉพาะ สอนตั้งแต่การทำอย่างไร เพื่อให้เด็กดูดนมให้ทุกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บหัวนม (การที่แม่เจ็บหัวนม เนื่องจากเด็กอยู่ในท่าดูดนม ที่ผิดตำแหน่ง) เหตุผลนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คุณแม่หลายคนล้มเลิกความตั้งใจให้นมบุตรด้วยตัวเอง เราเองก็ได้มีโอกาสได้ไปเข้าฟังการอบรม ของสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา (เขาเชื่อในการให้นมเด็กโดยตรง จากเต้าของมารดาโดยตรง เพราะอุณหภูมิเหมาะสมที่สุด ไม่รวมการปั๊มนมแม่ เก็บไว้ป้อนเด็กจากขวดนม) จากการได้พูด คุยกับคุณแม่มือทั้งหลาย ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้ความพยายาม และอดทน แต่พวกเขาก็ ดูไม่มีที่ท่าว่าจะยอมแพ้แต่อย่างใด เราก็คงจะจำไว้เป็นแบบอย่าง มาถึงเรื่องสุดท้ายก่อนที่จะจบบทความนี้ เราได้ตั้งใจอย่างเต็มที่ว่าจะบริจาค cord blood stem cells (เซลที่อยู่ในรกของเด็กแรกเกิด) เซลนี้สำคัญมาก สามารถช่วยชีวิต ผู้คนที่ป่วยเป็น ลูคีเมีย หรือ ทาลัสสิเมีย มะเร็งในเม็ดเลือด และอีกหลายๆ โรค โดยปรกติเซลดังกล่าวนี้ถูกทิ้งไปโดย ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เราได้ส่งเอกสารไปเพือที่แจ้งให้เขาทราบว่าเราจะบริจาค และเขาก็ติดต่อกลับมา สอบถาม ก็ได้ความว่าเราได้เดือนทางกลับประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฎว่าเมืองไทยเป็นประเทศของโรคมาเลเรีย เราอาจเป็นพาหะได้ สรุปว่าคุณสมบัติของเราเลยไม่ผ่าน เพื่อเป็นผู้บริจาค รู้สึกเสียใจ และผิดหวัง เพราะเป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ เพื่อว่าเซลของเราจะสามารถช่วยต่ออายุได้อย่างน้อยหนึ่งคน หรือใช้ในการวิจัย เพื่อคิดค้นยามารักษาโรคที่ยังรักษาไม่ได้ สำหรับในรายที่ครอบครัวมีประวัติการป่วยเป็นลูคีเมีย สามารถเก็บรักษาเสต็มเซล ของตัวเองไว้ได้ ราคาค่อนข้างแพง ในค่าธรรมเนียมเบื้องต้น และยังต้องจ่ายรายปี ไปเรื่อยๆ จะว่าไปก็เหมือนกับการซื้อประกันภัย เพราะเราก็ไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคต แต่ถ้ามีใครในครอบครัว (รวมถึงญาติๆ) ป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขึ้นมา เสต็มเซลที่เก็บไว้ในธนาคารจะช่วยชีวิตญาติ หรือคนในครอบครัวไว้ได้ ธนาคารเสต็มเซลมีเยอะ มากที่ทวีปอเมริกาเหนือ ถือว่าเป็นธรุกิจใหม่ก็ว่าได้ ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยมีการพูดถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า ความในใจของคุณแม่มือใหม่
Labels:
kaden
Posted by
Jeab Hattie
Sunday, September 07, 2008

ความในใจของว่าที่คุณแม่มือใหม่
กันยายน 2551
ตอนนี้เป็นช่วงอาทิตย์ที่ 22 ของการตั้งครรภ์ นั้นก็หมายถึงประมาณ ห้าเดือนกว่านั้นเอง หมอให้ไปทำการตรวจ อุลตราซาว์ดอีกครั้ง ผลการตรวจพบว่าเด็กสมบูรณ์ดี กระดูกสันหลังเริ่มสมบูรณ์แล้ว ได้มีโอกาสเห็นลูกชัดๆ และได้รู้ว่า แกสมบูรณ์ดี แค่นี้ก็ทำให้เราสบายใจ เลยอยากแบ่งปันให้ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่เมืองไทยได้มีโอกาสเห็นลูกด้วย นางพยาบาลใช้เครื่องมือ สำหรับตรวจฟังเสียงหัวใจเด็ก มีลักษณะคล้ายไมโครโฟนขนาดเล็กกว่า ทาบไปที่ท้อง เสียงหัวใจของลูกดังมาก ลำโพงของเครื่องตรวจคงทำงานได้ดี พยาบาลก็บอกว่าอัตราการเต้นของหัวใจเป็นปรกติ รวมทั้ง ความดันโลหิต ระดับโปรตีน และ ระดับโกลโคสของแม่ก็เป็นปรกติดี
ระบบการรักษาพยาบาลของที่แคนาดานี้ ทุกคนจะมีหมอประจำตระกูล คือถ้าแปลเป็นไทยน่าจะเรียกว่าแบบนี้ คือหมอที่เราจะไปหาเป็นประจำ ไม่ใช่ว่าเราจะเดินไปที่คลินิกไหน หรือหมอคนไหนก็ได้ เนื่องจากทุกคนได้รับการรักษา พยาบาลฟรี ทุกอย่างค่อนข้างเป็นระบบ หมอบอกว่าในระยะของการตั้งครรภ์ขณะนี้ ควรที่จะส่งตัวเราไปให้ ยังหมอ สูตินารี ตอนนี้ก็รอแต่เพียงว่าหมอสูตินารีคนไหน จะรับเราไว้เป็นคนไข้ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนคนไข้ที่เขามีอยู่แล้วเท่าไร
การที่อยู่ห่างไกลบ้าน ครอบครัว และเพื่อนๆ ทำให้การศึกษาหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวเป็นคุณแม่ จึงต้องอาศัยทั้งอินเตอร์เนต และหนังสือช่วย ค้นคว้าไปก็ไปพบว่าทางรัฐบาลของแคนาดา มีการจัดอบรมที่เป็นประโยชน์ สำหรับการ เป็นคุณแม่มากหมาย กระทรวงสาธารณะสุขของเขามีบทบาทอย่างมาก ผลดีของการที่ทุกคนที่นี้มีสิทธิเท่าเทียมกัน ในการรักษาพยาบาล ก็คือ เขาจะพยายามให้ความรู้ รณรงค์เพื่อสุขภาพที่ดีให้กับประชาชน เพื่อที่ว่าถ้าคนส่วนมาก สุขภาพดี ก็จะทำให้ต้นทุนในการรักษาพยาบาลลดลง ข้อเสีย คือ กว่าจะได้พบหมอ อาจต้องรอนานนิดหนึ่ง กลับมาถึงเรื่องหัวข้อการอบรมคุณแม่ เราได้ทำการลงทะเบียนไว้บ้างแล้ว อาทิเช่น เรียนรู้สัญลักษณ์มือของเด็ก ทุกคนคงเคยเห็น คนใบ้ที่เขาใช้ภาษามือคุยกัน เขามีการวิจัยมาแล้วว่า เด็กทารกเองก็มีภาษาของเขาเองเหมือนกัน ไว้ได้เรียนเมื่อไร จะเก็บมาเล่าอีกที
คนฝรั่งเขาจะมีงานสังสรรค์ให้กับ ว่าที่เจ้าสาว และ ว่าที่คุณแม่ ขอเล่างานเลี้ยงว่าที่คุณแม่ก็แล้วกัน เพราะเรากำลัง จะมีประสบการณ์จริง ภาษาอังกฤษเขาจะเรียกว่า Baby Shower รูปแบบก็คือ เพื่อนคนสนิทหรือ ญาติของว่าที่คุณแม่ที่เป็นผุ้หญิง จะจัดงานเลี้ยงแบบลับๆ โดยไม่ให้ว่าที่คุณแม่รู้ โดยการส่งบัตรเชิญไปยังบรรดาญาติ และเพื่อนๆ ทั้งหลายว่าจะจัดงานเลี้ยงเมื่อไร แขกที่มาร่วมงานก็จะเป็นผู้หญิงทั้งหมด ทุกคนจะนำของขวัญมา และ มาพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารกันที่บ้านของผู้ที่ขันอาสา เป็นผู้จัดงาน จากนั้น ก็จะให้ว่าที่คุณแม่มานั่ง และแกะของขวัญ ทีละชิ้น จดหมด ของขวัญที่แขกนำมา จะเป็นของที่เกียวกับเด็กทารกต่างๆ นา เช่น ของเล่นเด็ก, เปลเด็ก ฯลฯ เทคโนโลยีก็พัฒนา ไปอย่างมากมาย มีระบบที่เรียกว่า Baby Gift Register คือ ว่าที่คุณแม่จะไปทำการ ลงทะเบียนไว้ที่ห้างสรรพสินค้า ว่าอยากได้อะไรบ้าง บรรดาญาติๆ และเพื่อนๆ ก็สามารถเข้าไปเช็คยังเวบไซด์ หรือเดินไปที่เคาว์เตอร์ห้าง ให้พนักงานทำการปริ้นรายการทั้งหมดออกมาก็ได้ แล้วก็ทำการตัดสินใจว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญดี เมื่อได้ทำการชำระเงิน เจ้าหน้าของทางห้างก็ทำการลบรายการนั้นออกไปจากรายการ หากใครอยากรู้ว่าระบบเขาเป็นอย่างไร ให้ลองเข้าไปเช็คดูในเวบไซด์ที่เราได้ลิงค์ไว้ในบล็อคนี้ก็ได้
Subscribe to:
Comments (Atom)
Blog Subscription
Search this blog
KadenTube
Popular Posts
-
และแล้ววันที่เฝ้ารอคอยก็มาถึง วันที่จะได้เห็นเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้องว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร สุขภาพจะสมบูรณ์ แข็งแรงหรือเปล่า แต่ก็รู้ดีว่าต้...
-
เมื่อก่อนตอนที่เห็นเพื่อนๆ หรือ ว่าเพื่อนร่วมงาน ตั้งครรภ์ เราก็ไม่ได้สงสัยเท่าไรว่า จะเป็นอย่างไรบ้างหนา กับการที่มีมนุษย์ตัวเล็กๆ เคลื่อน...
-
ความในใจของว่าที่คุณแม่มือใหม่ กันยายน 2551 ตอนนี้เป็นช่วงอาทิตย์ที่ 22 ของการตั้งครรภ์ นั้นก็หมายถึงประมาณ ห้าเดือนกว่านั้นเอง หมอให้ไปทำกา...
Blog Archive
Category List
kaden
(2)
About Me
- Jeab Hattie
- Welcome to Hattie Magazine. The variety magazine covering everything you like to know, styles beauty, fashion, food, health and much more ยินดีต้อนรับสู่ Hattie Magazine แมกกาซีนที่มีเนื้อหาครอบคลุมในทุกเรื่อง ที่คุณสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ความงาม อาหาร สุขภาพ เและเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย









