ความรู้ใหม่ ที่ไม่เคยได้เรียนรู้

Labels:










เมื่อก่อนตอนที่เห็นเพื่อนๆ หรือ ว่าเพื่อนร่วมงาน ตั้งครรภ์ เราก็ไม่ได้สงสัยเท่าไรว่า จะเป็นอย่างไรบ้างหนา กับการที่มีมนุษย์ตัวเล็กๆ เคลื่อนไหวอยู่ข้างในตัวเรา เมื่อมาถึงวันนี้ถึงได้เข้าใจแล้วว่า เพียงแค่การตั้งครรภ์ ก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า แม่ทุกคนต้องมีความอดทนแค่ไหนตลอดเวลาการตั้งครรภ์ ยิ่งในคนที่แพ้ท้องมากๆ ยิ่งแล้วใหญ่ สำหรับเราไม่มีอาการแพ้ท้องใดๆ นับว่าโชคดี ไม่รู้ว่าคุณแม่คนอื่นคิดเหมือนกันหรือเปล่า เกี่ยวกับ กลัวการคลอดลูก สำหรับการมีลูกคนแรก เนื่องจากเราค่อนข้างจะมีความวิตกกังวล กลัวในเรื่องของความเจ็บปวดจากการคลอดลูก จึงศึกษาค้นคว้า หาข้อมูลตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ความกลัวนั้นหมดไป ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ มากมาย ที่ไม่เคยได้รู้มาก่อน เริ่มแรกจากการสมัครเข้าอบรมการคลอดบุตร ของทางโรงพยาบาล เขาจะอธิบายให้เราเข้าใจว่า ระยะเวลา การเจ็บเตือนมีกี่ขั้น แล้วขั้นไหนเราถึงจะมาโรงพยาบาล ช่องคลอดต้องเปิดเท่าไร ถึงจะพร้อมที่จะทำการเบ่ง หรือต้องปฎิบัติอย่างไร เพื่อบรรเทาการเจ็บท้องคลอดลูก สังคมอเมริกาปลูกฝังคนของเขา ไม่ให้เชื่อหมอ ในทุกสิ่งที่หมอบอก เพราะทุกคนมีการทำผิดพลาดได้ทั้งนั้น เราต้องทำการศึกษาค้นคว้าตลอดเวลา อย่างเช่นในเรื่องงานวิจัย ต่างๆ ข้อดีของหมอที่ภาคพื้นอเมริกานี้ดีอย่างตรงที่ว่า เขายอมรับในค่านิยมนี้ รับฟังความคิดเห็นของคนไข้ และญาติ หน้าที่ของหมอ คือ ให้ทางเลือกในการรักษากับคนไข้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนไข้ หมอไมใช่พระเจ้า ตัวอย่างหนึ่งของการโฆษณาของรัฐบาล เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของเด็ก เขาก็จะบอกว่า วัคซีนไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีกับเด็ก ทุกคน ในบางรายอาจทำให้เด้กเป็นออทิสซึมได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นพ่อ แ ม่ ศึกษาค้นคว้าตลอดเวลา กลับมาถึงเรื่องที่ได้เรียนรู้จากการคลอดบุตร ค่านิยมของคนที่นี้ (ทวีปอเมริกาเหนือ) เขาสนับสนุนให้มีการคลอดลูกแบบธรรมชาติ ย้อน กลับไปหลายร้อยปีก่อน ที่การแพทย์ยังไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบันนี้ ที่คนคลอดลูกกับหมอตำแย เขาเชื่อว่า การคลอดลูกไม่ใช่การเจ็บไข้ แต่เป็นวีถีทางหนึ่งในการให้กำเนิดชีวิต ที่สวยงาม และน่าจดจำ ผู้หญิงส่วนมาก ยอมแลกทุกอย่าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำการผ่าตัด อย่างเช่น ถ้าเด็กไม่กลับหัว ก็ต้องผ่าออก แกก็จะคุยกับหมอให้ใช้เทคนิก ที่หมอสามารถจัดท่าให้เด็กใหม่ (เธอได้ทำการค้นคว้าวิธีนี้ และปรึกษาหมอ หมอติดต่อผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาให้) เทคนิกนี้ จะค่อนข้างเจ็บทีเดียว แต่เธอยอมเพื่อที่จะได้มีช่วงเวลาที่พิเศษที่สุด กับลูกที่กำลังจะเกิดมา ทางโรงพยาบาลจะสอน จะแนะนำให้ คุณแม่ที่เจ็บท้องคลอด แต่ปากมดลูกยังเปิดไม่เต็มที่ ให้พยายามเคลื่อนไหว อย่างเช่น เดินไปเรื่อยๆ หรือ นั้งบนบอลยาง หรือแม้แต่นั้งในอ่างอาบน้ำอุ่น รวมถึงการกำหนดลมหายใจ เทคนิกการผ่อนคลาย จากการวิจัยเขาจะ หลีกเลี่ยงให้ผู้ที่เจ็บครรภ์นอนเเฉยๆ อยู่บนเตียง เพราะการเคลื่อนไหวยังช่วยให้เด็กเคลือนตัวลงมายังปากมดลูกได้ เร็วขึ้น เจ้าหน้าที่ที่เราไปอมรบมายังบอกอีกว่า ภายหลังจากที่เด็กคลอดแล้ว เขาก็อยากให้เราทำการอุ้มเด็กแนบอก โดยปราศจากเสื้อผ้า เนื่อแนบเนื้อกับเด็ก (เรียกว่า Kangaroo care) เขายังอธิบายในเรื่องของการให้นมบุตร ว่ามีเซลล์ใดบ้างในการผลิตน้ำนม ระยะเวลาเท่าไรในการให้นมบุตรเพื่อให้ได้คุณค่าสารอาหารที่สุด คือ ยี่สิบนาทีต่อเต้าาหนึ่งข้าง เป็นต้น รัฐบาลรณรงค์ให้บรรดาคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง จึงมีคลินิกสำหรับการนี้โดยเฉพาะ สอนตั้งแต่การทำอย่างไร เพื่อให้เด็กดูดนมให้ทุกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บหัวนม (การที่แม่เจ็บหัวนม เนื่องจากเด็กอยู่ในท่าดูดนม ที่ผิดตำแหน่ง) เหตุผลนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คุณแม่หลายคนล้มเลิกความตั้งใจให้นมบุตรด้วยตัวเอง เราเองก็ได้มีโอกาสได้ไปเข้าฟังการอบรม ของสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา (เขาเชื่อในการให้นมเด็กโดยตรง จากเต้าของมารดาโดยตรง เพราะอุณหภูมิเหมาะสมที่สุด ไม่รวมการปั๊มนมแม่ เก็บไว้ป้อนเด็กจากขวดนม) จากการได้พูด คุยกับคุณแม่มือทั้งหลาย ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้ความพยายาม และอดทน แต่พวกเขาก็ ดูไม่มีที่ท่าว่าจะยอมแพ้แต่อย่างใด เราก็คงจะจำไว้เป็นแบบอย่าง มาถึงเรื่องสุดท้ายก่อนที่จะจบบทความนี้ เราได้ตั้งใจอย่างเต็มที่ว่าจะบริจาค cord blood stem cells (เซลที่อยู่ในรกของเด็กแรกเกิด) เซลนี้สำคัญมาก สามารถช่วยชีวิต ผู้คนที่ป่วยเป็น ลูคีเมีย หรือ ทาลัสสิเมีย มะเร็งในเม็ดเลือด และอีกหลายๆ โรค โดยปรกติเซลดังกล่าวนี้ถูกทิ้งไปโดย ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย เราได้ส่งเอกสารไปเพือที่แจ้งให้เขาทราบว่าเราจะบริจาค และเขาก็ติดต่อกลับมา สอบถาม ก็ได้ความว่าเราได้เดือนทางกลับประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฎว่าเมืองไทยเป็นประเทศของโรคมาเลเรีย เราอาจเป็นพาหะได้ สรุปว่าคุณสมบัติของเราเลยไม่ผ่าน เพื่อเป็นผู้บริจาค รู้สึกเสียใจ และผิดหวัง เพราะเป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ เพื่อว่าเซลของเราจะสามารถช่วยต่ออายุได้อย่างน้อยหนึ่งคน หรือใช้ในการวิจัย เพื่อคิดค้นยามารักษาโรคที่ยังรักษาไม่ได้ สำหรับในรายที่ครอบครัวมีประวัติการป่วยเป็นลูคีเมีย สามารถเก็บรักษาเสต็มเซล ของตัวเองไว้ได้ ราคาค่อนข้างแพง ในค่าธรรมเนียมเบื้องต้น และยังต้องจ่ายรายปี ไปเรื่อยๆ จะว่าไปก็เหมือนกับการซื้อประกันภัย เพราะเราก็ไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคต แต่ถ้ามีใครในครอบครัว (รวมถึงญาติๆ) ป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขึ้นมา เสต็มเซลที่เก็บไว้ในธนาคารจะช่วยชีวิตญาติ หรือคนในครอบครัวไว้ได้ ธนาคารเสต็มเซลมีเยอะ มากที่ทวีปอเมริกาเหนือ ถือว่าเป็นธรุกิจใหม่ก็ว่าได้ ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยมีการพูดถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า


1 comments:

  1. Anonymous said...:

    อ่านข้อความของตัวเองแล้ว ได้ความรู้เยอะ เราเองตอนท้องก็หาข้อมูลช่วยเหลือตัวเองให้เข้าใจการตั้งครรภ์และคลอดบุตรอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้ลึกในรายละเอียดอย่างที่ตัวเองทำ นี่เก็บไว้เป็นวิทยานิพนธ์ได้เลย ลูกตัวเองต้องภูมิใจที่ได้รู้ว่าแม่เตรียมตัวต้อนรับเค้าดี และมากแค่ไหน
    ขอให้โชคดีในการคลอด และดูแลลูกนะตัวเอง