12 Hours

และแล้ววันที่เฝ้ารอคอยก็มาถึง วันที่จะได้เห็นเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้องว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร สุขภาพจะสมบูรณ์ แข็งแรงหรือเปล่า แต่ก็รู้ดีว่าต้องทำใจยอมรับว่า ถ้าคลอดลูกแล้ว เวลาของตัวเองก็จะลดน้อยไป นั้นคงเป็นสิ่งที่ต้องเสียสละสิ่งแรกของคนเป็นแม่คน จากการที่ได้รับการอบรมเพื่อเตรียมตัวคลอด และอ่านตำราต่างๆ วันปฎิบัติจริงก็มาถึง เมื่อเข้ารุ่งสู่เช้าว้นใหม่ ของวันพุธที่ 7 มกราคม 2552 เวลาประมาณ ตีสอง เริ่มรู้สึกเหมือนตอนเป็นประจำเดือน แต่ปวดมากกว่ามาก ปวดเป็นระยะๆ และไม่มีทีท่าว่าจะความเจ็บปวดนั้นจะกลับมาประมาณทุก ยี่สิบนาที จึงเริ่มจำเวลาจนแน่ใจว่า การเจ็บแต่ละครั้งนั้นใช้เวลาห่าง ห้านาที (ความเจ็บจะหายไป และครั้งต่อไปจะกลับมาอีก) ถึงได้เตรียมตัวเพื่อที่จะไปโรงพยาบาล โรงพยาบาลของที่แคนาดานี้จะย่ำเสมอ ว่าให้มาโรงพยาบาลก็เมื่อจำเวลาความห่างของการเจ็บบครรภ์ได้ ห้านาที เพราะนั้นหมายถึง เป็นระยะสุดท้ายของการที่เด็กพร้อมที่จะคลอดแล้ว ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น การกำหนดลมหายใจช่วยได้จริงๆ คงเป็นเพราะทำให้เรามีความสงบ ไม่โวยวาย หรือ สิ้นเปลืองพลังงานมากนัก จากการที่ได้รับการอบรมเพื่อเตรียมตัวคลอด ทำให้ได้รู้ว่า การเจ็บครรภ์จเะคลอดลูก ไม่ได้เหมือนอย่างในนิยายหลังข่าวบ้านเรา ที่ถุงน้ำคร่ำแตกแล้วถึงไปโรงพยาบาล เพราะในหลายๆ ราย หมอต้องใช้เครื่องมือ เพื่อเจาะให้ถุงน้ำคร่ำแตก ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน เมื่อไปถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็จะใช้มอนิเตอร์เพื่อวัดว่าการเจ็บครรภ์อยู่ในระยะที่พร้อมจะส่งเราไปยัง ห้องคลอดได้หรือยัง แล้วก็พบว่าเราจะคลอดแล้วจริงๆ เราย้ายไปยังห้องคลอด ห้องคลอดของโรงพยาบาลที่แคนาดานี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีทั้งเก้าอี้โยก โซฟา ในห้องคลอดเขาจะอนุญาตให้เรามีญาติ หรือเพื่อนเข้าไปได้ สามคน แต่เราก็มีแค่สามีคนเดียว กับเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ การทำคลอดของที่นี้ ถ้าเป็นการคลอดธรรมชาติ ไม่ได้มีอาการอะไรร้ายแรงแทรกซ้อน หมอก็ไม่ต้องลงมือทำคลอดเอง และเราก็สามารภไว้ใจเจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ได้ เขาก็ถามเราว่าจะให้ใช้ยาระงับความปวดไหม เราก็ตอบไปว่า ขอเป็น epidural ไม่ทราบว่าในภาษาไทยจะเรียกว่าอะไร รู้แต่เพียงว่าหมอจะใช้เข็มเจาะข้างหลัง สอดสายสำหรับให้ตัวยาเดินทางเข้าไปได้ หลังจากที่ได้รับยาบรรเทาความปวดแล้ว ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ ไม่รู้สึกอะไรเลย หมอก็เข้ามาเจาะถุงน้ำคร่ำได้แต่นอนพัก รอให้ปากช่องคลอดเปิดเต็มที่ถึงจะทำ การเบ่ง ปรากฎวาว่าเบ่งอยู่ประมาณ สามชั่วโมง เราก็ไม่ยอมแพ้นะ แต่เด็กก็ไม่ออกมาสักพัก เจ้าหน้าที่ผดุงครรภ์ก็ไปรายงานหมอให้ทราบ จากนั้นหมอก็เขามาอธิบายให้ฟังว่า ต้องทำการดำเนินการอย่างอื่นต่อไป เพราะตอนนี้หัวของเด็กมาอยู่ที่กระดูกเชิงกรานแล้ว สมองเด็กเริ่มบวมเนื่องมาจากการเบ่ง แกก็ถามว่าได้เข้ารับการอบรมก่อนคลอดหรือเปล่า (เขาจะแนะนำว่าควรปฎิบัติตัวอย่างไร เพื่อบรรเทาความเจ็บ ถ้าเจ็บจนทนไม่ไหว มีทางเลือกอะไรบ้าง ถ้าจะต้องผ่าตัดเนื่องมาจากสาเหตุอะไรบ้าง หมอจะมีวิธีใดบ้างในการรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก ฯลฯ) แกก็บอกว่ามีสองทางเลือก คือ ใช้เครื่องมือเพื่อคีบหัวเด็กออกมา อีกทางเลือกหนึ่งคือ ผ่าตัดเอาเด็กออก แกก็บอกว่าให้ตัดสินใจแล้วบอกแกอีกที เราทราบดีว่าถ้าผ่าตัดต้องใช้ระยะเวลาฟื้นตัวระยะหนึ่ง และเลี้ยงลูกได้ไม่เต็มที่ วิธีแรกจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ามาก และเชื่อฝีมือหมอ เพราะเรารู้สึกได้ว่าแกอยากจะใช้วิธีคีบหัวเด็กออกมามากกว่า ที่อเมริกาเหนือ หมอจะไม่บอกว่า ต้องทำอย่างนี้สิ แต่จะอธิบายว่ามีทางเลือกใดบ้าง ข้อดี ข้อเสียเป็นอย่างไร และให้เราตัดสินใจเอง โชคดีที่เราพอมีข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้เวลานานในการตัดสินใจ เราถูกเคลื่อนย้ายไปที่ห้องผ่าตัด เพราะถ้าวิธีแรกไม่ได้ผล หมอก็จะทำการ ผ่าตัดได้เลยทันที แล้วอยู่ๆ เราก็รู้สึกปวดขึ้นมา เลยถามพยาบาลว่า ทำไมเรารู้สึกเจ็บล่ะ ภายหลังจากที่ได้รับ epidural แล้ว หมอทำการเช็กที่สายยาง พบว่า วาวล์ไม่ทำงานตัวยาไม่ส่งผ่านไปยังกระดูกสันหลัง ต้องใช้วิธี spinal เราเองก็ไม่สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ รู้แต่เพียงว่าใช้เข็มเจาะไปที่กระดูกสันหลัง แต่คนละตำแหน่งกับวิธีแรก ภายหลังจาก เสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว จะรู้สึกหนาวสั่นเลยทีเดียว นอกจากความเจ็บจะหายไปแล้ว ร่างกายก็จะไม่รู้สึกใดๆ เลย ยกแขนหรือขาไม่ได้เลย ผิดกับ epidural แค่หมดความรู้สึกเฉพาะช่วงล่าง แต่ยังสามารถขยับขาได้ สรุปว่าเราเจอแจคพอตไปเลย ปรกติคงไม่มีใครต้อง มาใช้สองอย่างนี้หรอก หลังจากที่หมอเช็คแล้วว่าเราไม่รู้สึกอะไร ใดๆทั้งสิ้น สักพักหนึ่ง จำได้ว่าเร็วมาก หมอก็เอาเด็ก มาว่างบนหน้าท้องเราแล้ว วินาทีนั้นไม่รู้ว่าน้ำตามาจากไหน ร้องไห้ซะขนานใหญ่เลยเรา คงเป็นเพราะได้รู้ว่าในที่สุด ตลอดระยะเวลา สิบสองชั่วโมง ลูกก็ได้ออกมาดูโลกในที่สุดได้อย่างปลอดภัย

Please Welcome Kaden to the world